ข้อบังคับ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
 
หมวดที่ 1 :
ชื่อ - เครื่องหมายและที่ตั้ง
 
ข้อ 1.สมาคมนี้ให้ชื่อว่า "สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย" มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า " The Advertising Association of Thailand" มีเครื่องหมาย เป็นภาพสังข์ สำนักงานตั้งอยู่ ณ เลขที่ 12/14 ถนนประชานิเวศน์ 1 ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพมหานคร
โทร. 0-2591-6461 -5
โทรสาร 0-2589-9470
 
หมวดที่ 2 :
วัตถุประสงค์
 
ข้อ 2.สมาคมนี้เป็นสมาคมวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. ผดุงเกียรติ สร้างความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันในระหว่างสมาชิก
2.แลกเปลี่ยนความรู้ในระหว่างสมาชิก ติดต่อประสานงานกับสถาบันการโฆษณา สถาบันสื่อโฆษณา ได้แก่ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่ออื่น ๆ รวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งใน และ ต่างประเทศ
3.เผยแพร่คุณค่าของการโฆษณา ติดต่อจัดให้มีการหารือ ประสานงาน เพื่อประสิทธิภาพของงาน โฆษณา และให้คำแนะนำ ทางการโฆษณ ตามความต้องการของสถาบันต่าง ๆ
4. เพิ่มพูนมาตราฐานในวิชา อาชีพ และจริยธรรมโฆษณา
5.ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในวิชาชีพโฆษณา และสมาคมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
 
หมวดที่ 3 :
สมาชิก
 
ข้อ 3.สมาชิกของสมาคมมี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
1.สมาชิกกิติมศักดิ์ ได้แก่บุคคลซึ่งคณะกรรมการบริหารเห็นสมควรด้วยมติ 2 ใน 3
2. สมาชิกสามัญได้แก่สมาชิกเป็น
    ก. บุคคลผู้ปฏิบัติงานในบริษัทโฆษณา
    ข. บุคคลในแผนกโฆษณาของบริษัทหรือห้างร้านและอื่น ๆ
    ค. บุคคลซึ่งเป็นคนกลางในการติดต่อหาโฆษณา
    ง. บุคคลในแผนกรับโฆษณาของสื่อมวลชน
    จ. บุคคลผู้ประดิษฐ์สิ่งโฆษณา
    ฉ. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับและวิชาชีพโฆษณา
3. สมาชิกสถาบันได้แก่สมาชิกที่เป็นบริษัทโฆษณา บริษัทห้างร้านผู้ประดิษฐ์วัสดุที่ใช้ใน การโฆษณา หรือบริษัทและสถาบันอื่นๆ ที่คณะกรมการบริหารเห็นสมควร
4.สมาชิกสมทบ คือบุคคลภายนอก นอกเหนือไปจากที่ระบุไว้แล้ว และคณะกรรมการบริหาร เห็นสมควร
5.ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในวิชาชีพโฆษณา และสมาคมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ข้อ 4.การเข้าเป็นสมาชิก
1.ผู้สมัครต้องแสดงความจำนงต่อเลขาธิการ โดยกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ของสมาคม และมีสมาชิกสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 2 นาย เว้นแต่สถาบันที่สมัครเป็นสมาชิก ไม่ต้องมี ผู้รับรอง
2.ผู้สมัครจะต้องผูกพันตนตามข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณา แห่งประเทศไทย
3. เมื่อคณะกรรมการอำนวยการเห็นสมควร จะรับเป็นสมาชิกได้ให้ประกาศนามผู้สมัครนั้นไว้ ณ สำนักงาน ของสมาคม ถ้าไม่มีสมาชิกผู้ใดคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ เป็นต้นไป เลขาธิการ จะแจ้งให้ผู้สมัครทราบว่าสมาคมได้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว แต่ผู้สมัครจะ เป็นสมาชิก โดยสมบูรณ์ ต่อเมื่อ ได้ชำระเงินค่าบำรุง ตามข้อบังคับของสมาคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบเป็นต้นไป ในกรณีที่ สมาชิกคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรให้คณะกรรมการ อำนวยการพิจารณาใบสมัครอีกครั้งหนึ่ง มติของ คณะกรรมการ ครั้งที่ 2 นี้ ให้ถือเป็นเด็ดขาด หากคณะกรรมการอำนวยการ พิจารณาเห็นว่า ยังไม่ควรจะ รับเข้าเป็นสมาชิก เลขาธิการจะแจ้ง ให้ผู้สมัครทราบ เป็นลายลักษณ์อักษร
4. ผู้สมัครคนใดที่คณะกรรมการอำนวยการพิจารณาเห็นว่า ยังไม่สมควรจะรับไว้เป็นสมาชิก จะขอสมัคร เข้าเป็นสมาชิกอีก ในปีเดียวกันไม่ได้
ข้อ 5.ค่าบำรุงสมาชิก
1.สมาชิกสามัญจะต้องเสียค่าบำรุงปีละ 500 บาท ค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาท
2.สมาชิกสามัญตลอดชีพ ค่าบำรุงสมาชิกครั้งเดียว 5,000 บาท ค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาท
3.สมาชิกสถาบันจะต้องเสีย ค่าบำรุงปีละ 8,000 บาท ค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาท
ข้อ 6.สิทธิของสมาชิก
1. สมาชิกทุกประเภท มีสิทธิเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงกิจการของสมาคมฯ แต่การ ออกเสียงใด ๆ ของ สมาคมจะออกเสียงลงคะแนนได้เฉพาะ สมาชิกสามัญและสมาชิกสถาบันเท่านั้น
2. สมาชิกทุกประเภทมีสิทธิได้รับ เอกสารเผยแพร่ความรู้และกิจการต่าง ๆ ของสมาคม
3. สมาชิกทุกประเภทและแขกของสมาชิก มีสิทธิใช้สถานที่ หรือสโมสรของสมาคม ตามระเบียบที่ได ้กำหนดไว้
4.สมาชิกทุกประเภทมีสิทธิได้รับสิทธิพิเศษตามที่สมาคมได้กำหนดไว้
5.สมาชิกจะใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น ได้ต่อเมื่อได้ชำระค่าบำรุงสมาชิก ตามข้อบังคับของสมาคมแล้ว
ข้อ 7. การโฆษณาทุกชิ้นจะต้องถูกกฎหมาย มีเกียรติ ซื่อสัตย์ และนำเสนอความจริง การโฆษณาไม่ควร มีความขัดแย้งกับศีลธรรมอันดี และระเบียบสังคม ในการสร้างสรรค์งานโฆษณา ควรกระทำด้วยการตระหนักถึง การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ภายใต้หลักของการแข่งขันที่ยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปใน วงการธุรกิจ การโฆษณาต้องไม่ทำให้สาธารณะชนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในการโฆษณา
1. ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามหลักปฏิบัติและวิชาการ และอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย
2. ไม่ทำการใดๆ อันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
3. มีความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในจริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม
4. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันเป็นการดูหมิ่นเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อ หรือสิ่งอันเป็นที่เคารพสักการะของบุคคลทั่วไป
5. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันทำให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับ สินค้า บริการ การแสดง หรืออื่นๆ หรือโอ้อวดสรรพคุณจนเกินความจริงจนทำให้ผู้เห็นหรือผู้ฟังเกิดความสำคัญผิด
6. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ความเชื่อถือเกี่ยวกับไสยศาสตร์ หรือเรื่องโชคลางมาเป็นข้อจูงใจ
7. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยการเลียบแบบเครื่องหมายการค้า คำขวัญ, ข้อความสำคัญ หรืออื่น ๆ จากการโฆษณาของผู้อื่น อันทำให้ผู้อื่นเห็น หรือผู้อื่นได้ยินเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือการแสดงของผู้อื่น
8. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ศัพท์สถิติ ผลการวิจัย หรืออ้างอิงรายงานทางวิทยาศาสตร์ในทางที่ไม่สมควร หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยที่สินค้านั้นไม่มีคุณสมบัติตามที่อ้าง
9. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยอ้างถึงตัวบุคคล หรือสถาบัน โดยที่ตัวบุคคล หรือสถาบันนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริงและไม่ได้ใช้สินค้าและบริการ หรือชมการแสดงนั้นจริง
10. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็ก หรือผู้เยาว์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกผิดชอบ หรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจโดยไม่สมควร
ข้อ 8.การขาดจากสมาชิกภาพ สมาชิกจะขาดจากสมาชิกภาพเมื่อ
1.ตาย
2. ลาออก
3. ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณาแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการบริหารมีมติเห็นสมควรให้ขาดจากสมาชิกภาพ
4. มติคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควรให้ขาดจากสมาชิกภาพ
ข้อ 9.การเปลี่ยนประเภทสมาชิก
สมาชิกสามัญ และสมาชิกสมทบอาจจะเปลี่ยนซึ่งกัน และกันได้ในเมื่อได้มีการเปลี่ยนอาชีพ และได้แจ้งให้ คณะกรรมการทราบ
 
หมวดที่ 4 :
การบริหาร
 
ข้อ 10.สมาคมนี้บริหารงานโดยคณะกรรมการของสมาคมซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 15 นาย เลือกตั้งจากสามัญสมาชิก ประกอบด้วยตำแหน่งดังต่อไปนี้
1. นายก
2. อุปนายก
3. เลขาธิการ
4. เหรัญญิก
5. ประชาสัมพันธ์
6.สาราณียกร
7.นายทะเบียน
8.ปฏิคม
ข้อ 11.นอกเหนือจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการ อาจแต่งตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการชุดอื่น ๆ ขึ้นปฏิบัติงาน ได้ตามความเห็นชอบ และอาจเชื้อเชิญ บุคคลภายนอก หรือสมาชิก ซึ่งเห็นสมควร ตั้งขึ้น เป็นกรรมการที่ปรึกษาไม่จำกัด จำนวน รวมทั้งแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำ ของสมาคมได้ด้วย
 
หมวดที่ 5 :
การเลือกตั้งคณะกรรมการ
 
ข้อ 12.1.การเลือกตั้งนายกสมาคม ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ คือ เลือกจากสามัญสมาชิก ด้วยวิธีเสนอ ชื่อ มีสามัญสมาชิกรับรองอย่างน้อย 7 นาย ผู้ได้คะแนนสูงสุด ถือว่าได้รับเลือกเป็นนายกสมาคม
2. การเลือกตั้งกรรมการบริหาร ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ คัดเลือกจากสามัญสมาชิก จำนวน ครึ่งหนึ่ง ของคณะกรรมการบริหาร ด้วยวิธี เสนอชื่อ มีสามัญสมาชิกรับรองอย่างน้อย 5 นาย ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด และลดหลั่นลงมาตามลำดับ ถือว่าได้รับเลือกตั้ง เป็นกรรมการบริหาร ของ สมาคม ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ให้เป็นสิทธิของนายก ที่จะแต่งตั้งจาก สามัญสมาชิก
3.ตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะกรรมการบริหาร (หมวด 4) ให้กรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง และแต่งตั้ง พิจารณาตั้งกันเอง
 
หมวดที่ 6 :
อายุและการสิ้นสุดตำแหน่งของกรรมการ
 
ข้อ 13.1. คณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 ปี (สองปี) นับแต่วันได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง
2. นายกสมาคมจะอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 4 ปี (สี่ปี) ไม่ได้
3. คณะกรรมการบริหารจะสิ้นสุดสภาพ
ก. ถึงคราวออกตามวาระ
ข. ตาย
ค. ลาออก
ง. ขาดสมาชิกภาพ
จ. ที่ประชุมใหญ่ออกด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกซึ่งเป็นองค์ประชุม
 
หมวดที่ 7 :
การประชุม
 
ข้อ 14.คณะกรรมการบริหารของสมาคม จะต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 6 ครั้ง ครั้งแรกให้ ประชุมภายในเดือนแรกที่ได้รับแต่งตั้ง ต่อจากนั้น ให้นายก และเลขาธิการ เป็นผู้กำหนด นัดหมาย
ข้อ 15.การประชุมของคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุม อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ขอจำนวนกรรมการ จึงจะถือว่าเป็นองค์ประชุม
ข้อ 16.มติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการเป็นหลัก หากมีเสียงเท่ากัน ให้ประธาน ในที่ประชุม เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 17.คณะกรรมการบริหารของสมาคม จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ของสมาคม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อ
1. พิจารณากิจการและรับรองฐานะการเงิน ของสมาคมในรอบปีที่แล้ว
2. เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี
3. เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ เมื่อครบกำหนดตามข้อ 13 และ
4. เรื่องอื่น ๆ
ข้อ 18.คณะกรรมการบริหารของสมาคม จะต้องเป็นผู้กำหนดวันเวลา สถานที่และระเบียบวาระการประชุม โดยให้เลขาธิการของสมาคม แจ้งให้สมาชิก ทราบล่วงหน้า เป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน
ข้อ 19.การตัดสินปัญหาใด ๆ ในการประชุมสมาชิก ให้ถือเสียงข้างมาก ของที่ประชุมเป็นหลัก ในกรณีที่มี เสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 20.การประชุมใหญ่ต้องมีสมาชิกประชุม ไม่น้อยกว่า 20 คน จึงจะถือเป็นองค์ประชุม
ข้อ 21.การประชุมใหญ่พิเศษจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อ
ก. คณะกรรมการบริหารพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการสมควรที่จะเรียกประชุมใหญ่พิเศษ
ข. สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิร้องขอให้นายกสมาคม เรียกประชุม ใหญ่พิเศษ แต่ในหนังสือร้องขอนั้น ต้องระบุลงไปว่า จะให้ประชุมใหญ่พิเศษในเรื่องใด เมื่อนายกได้รับหนังสือ ร้องขอแล้ว ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่พิเศษ ภายในกำหนด 30 วัน
 
หมวดที่ 8 :
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
 
ข้อ 22.การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับในกรณีใด ๆ ก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบ จากที่ประชุมใหญ่โดยมติ 2 ใน 3
 
หมวดที่ 9 :
การเลิกสมาคม
 
ข้อ 23.เมื่อเลิกสมาคม ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่จากที่ได้ชำระบัญชีแล้ว ให้มอบ หรือโอนทรัพย์สิน เหล่านั้น ให้แก่กุศลสาธารณะ ที่เป็นนิติบุคคลตามที่ที่ประชุมใหญ่ หรือสมาคม จะเห็น สมควร
 
 
ข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2549
 
หมวดที่ 1 :
บททั่วไป
 
ข้อ 1.ข้อบังคุบนี้ให้ชื่อว่า “ ข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณาแห่งประเทศไทย ”
ข้อ 2.สมาชิกของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ยินยอมที่จะผูกพันและปฎิบัติตามข้อบังคับฉบับนี้
ข้อ 3.ในข้อบังคับนี้ ถ้าข้อความิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ โฆษณา” หมายถึง การกระทำไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ ให้ประชาชนเห็น หรือทราบข้อความทางวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์หรือสื่อโฆษณาอื่นๆ เพื่อประโยชน์ทางการค้า ที่มีการจ่ายค่าเวลาหรือเนื้อที่เพื่อกระทำการโฆษณา
“ สมาคม” หมายถึง สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
“ คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณา” หมายถึง คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
“ สมาชิก” หมายถึง สมาชิกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการหมายถึง ผู้ที่กระทำการไม่ว่าโดยวิธีใดๆให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ ทางการค้า
ข้อ 4.สมาชิกหรือผู้ประกอบการต้องส่งโฆษณาโทรทัศน์มายังสมาคมหรือหน่วยงานที่สมาคมกำหนดเพื่อรับ การตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ก่อนการเผยแพร่ ทุกครั้ง และต้องเสียค่าธรรมเนียมการตรวจพิจารณาตามที่สมาคมกำหนด
 
หมวดที่ 2 :
คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณา
 
ข้อ 5.คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาให้ประกอบด้วย
1) ตัวแทนจากผู้บริโภค/องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน3คน
2) ตัวแทนจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย จำนวน3คน
3) ตัวแทนจากสื่อมวลชน จำนวน 3คน
4) ตัวแทนจากนักวิชาการด้านโฆษณา จำนวน3คน
5) ตัวแทนจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จำนวน3คน
ให้คณะกรรมการกำหนดผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานและเลขานุการคณะกรรมการจรรยาบรรณ วิชาชีพโฆษณาตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
ข้อ 6.คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีอำนาจดังนี้
1) ออกข้อบังคับและแนวปฎิบัติของสมาชิก สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยว่าด้วยจรรยาบรรณ แห่งวิชาชีพโฆษณา
2) พิจารณาและวินิจฉัยตัดสินกรณี อันเป็นปัญหาอันเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา
3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยทำกิจกรรมหรือพิจารณาเรื่องอันเกี่ยวข้องกับ
จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา เว้นแต่ในกิจการอันมีลักษณะเฉพาะที่มีสามารถมอบหมายให้ ผู้อื่นกระทำแทนได้คณะกรรมการ จรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีวาระคราวละ 2 ปี ตามวาระของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ
ข้อ 7.องค์ประชุมของคณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาให้ประกอบด้วยคณะกรรมการจากทุกฝ่าย ดังกำหนดไว้ในข้อ4ฝ่ายละ1คน จึงจะเป็นองค์ประชุมได้
ข้อ 8.ในกรณีที่มีการร้องเรียนด้านการละเมิดด้านจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาและเจ้าหน้าที่ของสมาคม พิจารณาในเบื้องต้นว่ามีมูลการละเมิด ให้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการโดยทันที และสิทธิ์ใน การเข้าประชุมเป็นสิทธิ์เฉพาะตัว จะมอบสิทธิ์ดังกล่าวให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนไม่ได้ ในกรณีมีเหตุ อันจำเป็นให้ประธานคณะกรรมการหรือกรรมการอย่างน้อย2คนจากต่างฝ่ายกันมีอำนาจเรียก ประชุมคณะกรรมการได้
ข้อ 9.กรรมการพ้นจากตำแหน่งในกรณีดังต่อไปนี้
1) ออกตามวาระ
2) ตาย
3) ลาออก
4) ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริต
5) ต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือความผิดลหุโทษ
6) ประพฤติตนอันเป็นที่เสื่อมเสียแก่สมาคมอย่างร้ายแรง
7) คณะกรรมการสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งลงมติให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง
 
หมวดที่ 3 :
หลักเกณฑ์การพิจรณาของคณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องที่มี
 
ข้อ 10.กรณีที่มีผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาที่ขัดต่อข้อบังคับสมาคมโฆษณาแห่งประเทศ ไทยว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา หรือมีผู้มีความเห็นว่ามีโฆษณาที่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชา ชีพโฆษณา ผู้เสียหายหรือผู้ร้องเรียนสามารถร้องเรียนได้โดยทำคำร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบด้วยรายละเอียดของชิ้นงานโฆษณาอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งระบุชื่อ ที่อยู่ ของผู้ร้องเรียน อัน สามารถติดต่อได้
ข้อ 11.คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาคำร้องเรียนและให้ มีอำนาจในการที่จะตอบรับหรือปฏิเสธคำร้องเรียนดังกล่าวได้ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตอบรับพิจารณา คำร้องเรียน ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการและแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ ปฏิเสธเรื่องร้องเรียน ให้คณะกรรมการแจ้งเหตุผลในการปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ร้องเรียน โดยไม่ชักช้า
ข้อ 12.คณะกรรมการอาจเรียกให้คู่กรณีมาชี้แจงหรือส่งมอบพยานหลักฐานที่จำเป็นต่อการพิจารณาได้
ข้อ 13.คณะกรรมการจะพิจรณาปัญหาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับสมาคมโฆษณาแห่ง ประเทศไทยว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณาเท่านั้น
ข้อ 14.การลงมติของคณะกรรมการในเรื่องคำร้องเรียน ต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออก เสียงลงคะแนนมติจึงจะสมบูรณ์ ส่วนวิธีการลงมติ จะให้ลงคะแนนเสียงลับหรือเปิดเผยให้ประธาน ที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 15.เมื่อคณะกรรมการลงมติแล้วให้แจ้งผลแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์
 
หมวดที่ 4 :
หลักเกณฑ์การอุทธรณ์มติของคณะกรรมการฯ
 
ข้อ 16.ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจผลของการลงมติของคณะกรรมการฯ สามารถยื่นอุทธรณ์แก่ สมาคมได้ภายในกำหนดห้าวันทำการ นับแต่วันที่มีการลงมติและต้องเนียค่าธรรมเนียมการอุทธรณ์ ตามที่สมาคมกำหนด
ข้อ 17.คณะกรรมการอุทธรณ์ หมายถึง คณะกรรมการจรรยาบรรณแต่ให้เป็นคนละชุดกันกับคณะกรรมการฯ ในชั้นพิจารณาเรื่องร้องเรียน
ข้อ 18.หากผู้อุทธรณ์มีพยานหลักฐานเพิ่มเติม สามารถนำมายื่นพร้อมกับคำอุทธรณ์ได้
ข้อ 19.การลงมติของคณะกรรมการในเรื่องคำอุทธรณ์ต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ลงคะแนน มติจึงจะสมบูรณ์ ส่วนวิธีการลงมติจะให้ลงคะแนนเสียงลับหรือเปิดเผยให้ประธานที่ประชุม เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 20.มติของกรรมการในชั้นอุทธรณ์ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด
 
หมวดที่ 5 :
บทลงโทษ
 
ข้อ 21.ในกรณีที่คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดว่าสมาชิกหรือผู้ประกอบ การละเมิดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีอำนาจดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการไปยังสมาชิกหรือผู้ประกอบการด้วยจดหมายลงทะเบียนภายใจเจ็ดวัน นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย
2. ทำหนังสือขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนมิให้เผยแพร่โฆษณานั้นๆ
3. ในกรณีที่เห็นสมควรสมาคมสามารถเผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณะได้
4. ถอนสิทธิพิเศษในฐานะสมาชิก
5. ถอนสมาชิกภาพ
6. คำเนินการใดๆทางกฏหมาย ในกรณีที่จำเป็น
7. การดำเนินการตามข้อ (4) (5) ต้องได้รับมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ
 
หมวดที่ 6 :
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ
 
ข้อ 22.การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับในกรณีใดๆ ก็ตามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่โดยมีมติ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม