| ข้อ 1. | สมาคมนี้ให้ชื่อว่า "สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย" มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า
" The Advertising Association of Thailand" มีเครื่องหมาย เป็นภาพสังข์
สำนักงานตั้งอยู่ ณ เลขที่ 12/14 ถนนประชานิเวศน์ 1 ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพมหานคร
โทร. 0-2591-6461 -5 โทรสาร 0-2589-9470 |
| ข้อ 2. | สมาคมนี้เป็นสมาคมวิชาชีพ มีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. ผดุงเกียรติ สร้างความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันในระหว่างสมาชิก 2.แลกเปลี่ยนความรู้ในระหว่างสมาชิก ติดต่อประสานงานกับสถาบันการโฆษณา สถาบันสื่อโฆษณา ได้แก่ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่ออื่น ๆ รวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งใน และ ต่างประเทศ 3.เผยแพร่คุณค่าของการโฆษณา ติดต่อจัดให้มีการหารือ ประสานงาน เพื่อประสิทธิภาพของงาน โฆษณา และให้คำแนะนำ ทางการโฆษณ ตามความต้องการของสถาบันต่าง ๆ 4. เพิ่มพูนมาตราฐานในวิชา อาชีพ และจริยธรรมโฆษณา 5.ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในวิชาชีพโฆษณา และสมาคมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง |
| ข้อ 3. | สมาชิกของสมาคมมี 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
1.สมาชิกกิติมศักดิ์ ได้แก่บุคคลซึ่งคณะกรรมการบริหารเห็นสมควรด้วยมติ 2 ใน 3 2. สมาชิกสามัญได้แก่สมาชิกเป็น ก. บุคคลผู้ปฏิบัติงานในบริษัทโฆษณา ข. บุคคลในแผนกโฆษณาของบริษัทหรือห้างร้านและอื่น ๆ ค. บุคคลซึ่งเป็นคนกลางในการติดต่อหาโฆษณา ง. บุคคลในแผนกรับโฆษณาของสื่อมวลชน จ. บุคคลผู้ประดิษฐ์สิ่งโฆษณา ฉ. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับและวิชาชีพโฆษณา 3. สมาชิกสถาบันได้แก่สมาชิกที่เป็นบริษัทโฆษณา บริษัทห้างร้านผู้ประดิษฐ์วัสดุที่ใช้ใน การโฆษณา หรือบริษัทและสถาบันอื่นๆ ที่คณะกรมการบริหารเห็นสมควร 4.สมาชิกสมทบ คือบุคคลภายนอก นอกเหนือไปจากที่ระบุไว้แล้ว และคณะกรรมการบริหาร เห็นสมควร 5.ดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในวิชาชีพโฆษณา และสมาคมนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง |
| ข้อ 4. | การเข้าเป็นสมาชิก
1.ผู้สมัครต้องแสดงความจำนงต่อเลขาธิการ โดยกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ของสมาคม และมีสมาชิกสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 2 นาย เว้นแต่สถาบันที่สมัครเป็นสมาชิก ไม่ต้องมี ผู้รับรอง 2.ผู้สมัครจะต้องผูกพันตนตามข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณา แห่งประเทศไทย 3. เมื่อคณะกรรมการอำนวยการเห็นสมควร จะรับเป็นสมาชิกได้ให้ประกาศนามผู้สมัครนั้นไว้ ณ สำนักงาน ของสมาคม ถ้าไม่มีสมาชิกผู้ใดคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันประกาศ เป็นต้นไป เลขาธิการ จะแจ้งให้ผู้สมัครทราบว่าสมาคมได้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว แต่ผู้สมัครจะ เป็นสมาชิก โดยสมบูรณ์ ต่อเมื่อ ได้ชำระเงินค่าบำรุง ตามข้อบังคับของสมาคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบเป็นต้นไป ในกรณีที่ สมาชิกคัดค้านเป็นลายลักษณ์อักษรให้คณะกรรมการ อำนวยการพิจารณาใบสมัครอีกครั้งหนึ่ง มติของ คณะกรรมการ ครั้งที่ 2 นี้ ให้ถือเป็นเด็ดขาด หากคณะกรรมการอำนวยการ พิจารณาเห็นว่า ยังไม่ควรจะ รับเข้าเป็นสมาชิก เลขาธิการจะแจ้ง ให้ผู้สมัครทราบ เป็นลายลักษณ์อักษร 4. ผู้สมัครคนใดที่คณะกรรมการอำนวยการพิจารณาเห็นว่า ยังไม่สมควรจะรับไว้เป็นสมาชิก จะขอสมัคร เข้าเป็นสมาชิกอีก ในปีเดียวกันไม่ได้ |
| ข้อ 5. | ค่าบำรุงสมาชิก
1.สมาชิกสามัญจะต้องเสียค่าบำรุงปีละ 500 บาท ค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาท 2.สมาชิกสามัญตลอดชีพ ค่าบำรุงสมาชิกครั้งเดียว 5,000 บาท ค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาท 3.สมาชิกสถาบันจะต้องเสีย ค่าบำรุงปีละ 8,000 บาท ค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาท |
| ข้อ 6. | สิทธิของสมาชิก
1. สมาชิกทุกประเภท มีสิทธิเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงกิจการของสมาคมฯ แต่การ ออกเสียงใด ๆ ของ สมาคมจะออกเสียงลงคะแนนได้เฉพาะ สมาชิกสามัญและสมาชิกสถาบันเท่านั้น 2. สมาชิกทุกประเภทมีสิทธิได้รับ เอกสารเผยแพร่ความรู้และกิจการต่าง ๆ ของสมาคม 3. สมาชิกทุกประเภทและแขกของสมาชิก มีสิทธิใช้สถานที่ หรือสโมสรของสมาคม ตามระเบียบที่ได ้กำหนดไว้ 4.สมาชิกทุกประเภทมีสิทธิได้รับสิทธิพิเศษตามที่สมาคมได้กำหนดไว้ 5.สมาชิกจะใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้น ได้ต่อเมื่อได้ชำระค่าบำรุงสมาชิก ตามข้อบังคับของสมาคมแล้ว |
| ข้อ 7. |
การโฆษณาทุกชิ้นจะต้องถูกกฎหมาย มีเกียรติ ซื่อสัตย์ และนำเสนอความจริง การโฆษณาไม่ควร
มีความขัดแย้งกับศีลธรรมอันดี และระเบียบสังคม ในการสร้างสรรค์งานโฆษณา ควรกระทำด้วยการตระหนักถึง
การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ภายใต้หลักของการแข่งขันที่ยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปใน
วงการธุรกิจ การโฆษณาต้องไม่ทำให้สาธารณะชนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในการโฆษณา
1. ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามหลักปฏิบัติและวิชาการ และอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย 2. ไม่ทำการใดๆ อันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ 3. มีความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในจริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม 4. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันเป็นการดูหมิ่นเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อ หรือสิ่งอันเป็นที่เคารพสักการะของบุคคลทั่วไป 5. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันทำให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับ สินค้า บริการ การแสดง หรืออื่นๆ หรือโอ้อวดสรรพคุณจนเกินความจริงจนทำให้ผู้เห็นหรือผู้ฟังเกิดความสำคัญผิด 6. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ความเชื่อถือเกี่ยวกับไสยศาสตร์ หรือเรื่องโชคลางมาเป็นข้อจูงใจ 7. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยการเลียบแบบเครื่องหมายการค้า คำขวัญ, ข้อความสำคัญ หรืออื่น ๆ จากการโฆษณาของผู้อื่น อันทำให้ผู้อื่นเห็น หรือผู้อื่นได้ยินเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือการแสดงของผู้อื่น 8. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ศัพท์สถิติ ผลการวิจัย หรืออ้างอิงรายงานทางวิทยาศาสตร์ในทางที่ไม่สมควร หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยที่สินค้านั้นไม่มีคุณสมบัติตามที่อ้าง 9. ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยอ้างถึงตัวบุคคล หรือสถาบัน โดยที่ตัวบุคคล หรือสถาบันนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริงและไม่ได้ใช้สินค้าและบริการ หรือชมการแสดงนั้นจริง 10. ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็ก หรือผู้เยาว์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกผิดชอบ หรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจโดยไม่สมควร |
| ข้อ 8. | การขาดจากสมาชิกภาพ สมาชิกจะขาดจากสมาชิกภาพเมื่อ
1.ตาย 2. ลาออก 3. ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณาแห่งประเทศไทย และ คณะกรรมการบริหารมีมติเห็นสมควรให้ขาดจากสมาชิกภาพ 4. มติคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควรให้ขาดจากสมาชิกภาพ |
| ข้อ 9. | การเปลี่ยนประเภทสมาชิก
สมาชิกสามัญ และสมาชิกสมทบอาจจะเปลี่ยนซึ่งกัน และกันได้ในเมื่อได้มีการเปลี่ยนอาชีพ และได้แจ้งให้ คณะกรรมการทราบ |
| ข้อ 10. | สมาคมนี้บริหารงานโดยคณะกรรมการของสมาคมซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 15 นาย
เลือกตั้งจากสามัญสมาชิก ประกอบด้วยตำแหน่งดังต่อไปนี้
1. นายก 2. อุปนายก 3. เลขาธิการ 4. เหรัญญิก 5. ประชาสัมพันธ์ 6.สาราณียกร 7.นายทะเบียน 8.ปฏิคม |
| ข้อ 11. | นอกเหนือจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการ อาจแต่งตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการชุดอื่น ๆ ขึ้นปฏิบัติงาน ได้ตามความเห็นชอบ และอาจเชื้อเชิญ บุคคลภายนอก หรือสมาชิก ซึ่งเห็นสมควร ตั้งขึ้น เป็นกรรมการที่ปรึกษาไม่จำกัด จำนวน รวมทั้งแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำ ของสมาคมได้ด้วย |
| ข้อ 12. | 1.การเลือกตั้งนายกสมาคม ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ คือ เลือกจากสามัญสมาชิก ด้วยวิธีเสนอ
ชื่อ มีสามัญสมาชิกรับรองอย่างน้อย 7 นาย ผู้ได้คะแนนสูงสุด ถือว่าได้รับเลือกเป็นนายกสมาคม
2. การเลือกตั้งกรรมการบริหาร ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่ คัดเลือกจากสามัญสมาชิก จำนวน ครึ่งหนึ่ง ของคณะกรรมการบริหาร ด้วยวิธี เสนอชื่อ มีสามัญสมาชิกรับรองอย่างน้อย 5 นาย ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด และลดหลั่นลงมาตามลำดับ ถือว่าได้รับเลือกตั้ง เป็นกรรมการบริหาร ของ สมาคม ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ให้เป็นสิทธิของนายก ที่จะแต่งตั้งจาก สามัญสมาชิก 3.ตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะกรรมการบริหาร (หมวด 4) ให้กรรมการที่ได้รับเลือกตั้ง และแต่งตั้ง พิจารณาตั้งกันเอง |
| ข้อ 13. | 1. คณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 ปี (สองปี) นับแต่วันได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง
2. นายกสมาคมจะอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 4 ปี (สี่ปี) ไม่ได้ 3. คณะกรรมการบริหารจะสิ้นสุดสภาพ ก. ถึงคราวออกตามวาระ ข. ตาย ค. ลาออก ง. ขาดสมาชิกภาพ จ. ที่ประชุมใหญ่ออกด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกซึ่งเป็นองค์ประชุม |
| ข้อ 14. | คณะกรรมการบริหารของสมาคม จะต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 6 ครั้ง ครั้งแรกให้ ประชุมภายในเดือนแรกที่ได้รับแต่งตั้ง ต่อจากนั้น ให้นายก และเลขาธิการ เป็นผู้กำหนด นัดหมาย |
| ข้อ 15. | การประชุมของคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุม อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ขอจำนวนกรรมการ จึงจะถือว่าเป็นองค์ประชุม |
| ข้อ 16. | มติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการเป็นหลัก หากมีเสียงเท่ากัน ให้ประธาน ในที่ประชุม เป็นผู้ชี้ขาด |
| ข้อ 17. | คณะกรรมการบริหารของสมาคม จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ของสมาคม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อ
1. พิจารณากิจการและรับรองฐานะการเงิน ของสมาคมในรอบปีที่แล้ว 2. เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี 3. เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ เมื่อครบกำหนดตามข้อ 13 และ 4. เรื่องอื่น ๆ |
| ข้อ 18. | คณะกรรมการบริหารของสมาคม จะต้องเป็นผู้กำหนดวันเวลา สถานที่และระเบียบวาระการประชุม โดยให้เลขาธิการของสมาคม แจ้งให้สมาชิก ทราบล่วงหน้า เป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 30 วัน |
| ข้อ 19. | การตัดสินปัญหาใด ๆ ในการประชุมสมาชิก ให้ถือเสียงข้างมาก ของที่ประชุมเป็นหลัก ในกรณีที่มี เสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด |
| ข้อ 20. | การประชุมใหญ่ต้องมีสมาชิกประชุม ไม่น้อยกว่า 20 คน จึงจะถือเป็นองค์ประชุม |
| ข้อ 21. | การประชุมใหญ่พิเศษจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อ
ก. คณะกรรมการบริหารพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการสมควรที่จะเรียกประชุมใหญ่พิเศษ ข. สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน มีสิทธิร้องขอให้นายกสมาคม เรียกประชุม ใหญ่พิเศษ แต่ในหนังสือร้องขอนั้น ต้องระบุลงไปว่า จะให้ประชุมใหญ่พิเศษในเรื่องใด เมื่อนายกได้รับหนังสือ ร้องขอแล้ว ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่พิเศษ ภายในกำหนด 30 วัน |
| ข้อ 22. | การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับในกรณีใด ๆ ก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบ จากที่ประชุมใหญ่โดยมติ 2 ใน 3 |
| ข้อ 23. | เมื่อเลิกสมาคม ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่จากที่ได้ชำระบัญชีแล้ว ให้มอบ หรือโอนทรัพย์สิน เหล่านั้น ให้แก่กุศลสาธารณะ ที่เป็นนิติบุคคลตามที่ที่ประชุมใหญ่ หรือสมาคม จะเห็น สมควร |
| ข้อ 1. | ข้อบังคุบนี้ให้ชื่อว่า “ ข้อบังคับว่าด้วยกระบวนการกำกับดูแลตนเองของนักวิชาชีพโฆษณาแห่งประเทศไทย ” |
| ข้อ 2. | สมาชิกของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ยินยอมที่จะผูกพันและปฎิบัติตามข้อบังคับฉบับนี้ |
| ข้อ 3. | ในข้อบังคับนี้ ถ้าข้อความิได้แสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“ โฆษณา” หมายถึง การกระทำไม่ว่าโดยวิธีการใดๆ ให้ประชาชนเห็น หรือทราบข้อความทางวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์หรือสื่อโฆษณาอื่นๆ เพื่อประโยชน์ทางการค้า ที่มีการจ่ายค่าเวลาหรือเนื้อที่เพื่อกระทำการโฆษณา “ สมาคม” หมายถึง สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย “ คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณา” หมายถึง คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย “ สมาชิก” หมายถึง สมาชิกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการหมายถึง ผู้ที่กระทำการไม่ว่าโดยวิธีใดๆให้ประชาชนเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ ทางการค้า |
| ข้อ 4. | สมาชิกหรือผู้ประกอบการต้องส่งโฆษณาโทรทัศน์มายังสมาคมหรือหน่วยงานที่สมาคมกำหนดเพื่อรับ การตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ก่อนการเผยแพร่ ทุกครั้ง และต้องเสียค่าธรรมเนียมการตรวจพิจารณาตามที่สมาคมกำหนด |
| ข้อ 5. | คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาให้ประกอบด้วย
1) ตัวแทนจากผู้บริโภค/องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน3คน 2) ตัวแทนจากสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย จำนวน3คน 3) ตัวแทนจากสื่อมวลชน จำนวน 3คน 4) ตัวแทนจากนักวิชาการด้านโฆษณา จำนวน3คน 5) ตัวแทนจากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จำนวน3คน ให้คณะกรรมการกำหนดผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานและเลขานุการคณะกรรมการจรรยาบรรณ วิชาชีพโฆษณาตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร |
| ข้อ 6. | คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีอำนาจดังนี้
1) ออกข้อบังคับและแนวปฎิบัติของสมาชิก สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยว่าด้วยจรรยาบรรณ แห่งวิชาชีพโฆษณา 2) พิจารณาและวินิจฉัยตัดสินกรณี อันเป็นปัญหาอันเกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา 3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยทำกิจกรรมหรือพิจารณาเรื่องอันเกี่ยวข้องกับ จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา เว้นแต่ในกิจการอันมีลักษณะเฉพาะที่มีสามารถมอบหมายให้ ผู้อื่นกระทำแทนได้คณะกรรมการ จรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีวาระคราวละ 2 ปี ตามวาระของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ |
| ข้อ 7. | องค์ประชุมของคณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาให้ประกอบด้วยคณะกรรมการจากทุกฝ่าย ดังกำหนดไว้ในข้อ4ฝ่ายละ1คน จึงจะเป็นองค์ประชุมได้ |
| ข้อ 8. | ในกรณีที่มีการร้องเรียนด้านการละเมิดด้านจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณาและเจ้าหน้าที่ของสมาคม พิจารณาในเบื้องต้นว่ามีมูลการละเมิด ให้มีการเรียกประชุมคณะกรรมการโดยทันที และสิทธิ์ใน การเข้าประชุมเป็นสิทธิ์เฉพาะตัว จะมอบสิทธิ์ดังกล่าวให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนไม่ได้ ในกรณีมีเหตุ อันจำเป็นให้ประธานคณะกรรมการหรือกรรมการอย่างน้อย2คนจากต่างฝ่ายกันมีอำนาจเรียก ประชุมคณะกรรมการได้ |
| ข้อ 9. | กรรมการพ้นจากตำแหน่งในกรณีดังต่อไปนี้
1) ออกตามวาระ 2) ตาย 3) ลาออก 4) ตกเป็นบุคคลล้มละลาย ผู้ไร้ความสามารถ หรือบุคคลวิกลจริต 5) ต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้จำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือความผิดลหุโทษ 6) ประพฤติตนอันเป็นที่เสื่อมเสียแก่สมาคมอย่างร้ายแรง 7) คณะกรรมการสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งลงมติให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง |
| ข้อ 10. | กรณีที่มีผู้ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาที่ขัดต่อข้อบังคับสมาคมโฆษณาแห่งประเทศ ไทยว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณา หรือมีผู้มีความเห็นว่ามีโฆษณาที่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชา ชีพโฆษณา ผู้เสียหายหรือผู้ร้องเรียนสามารถร้องเรียนได้โดยทำคำร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบด้วยรายละเอียดของชิ้นงานโฆษณาอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งระบุชื่อ ที่อยู่ ของผู้ร้องเรียน อัน สามารถติดต่อได้ |
| ข้อ 11. | คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีอำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาคำร้องเรียนและให้ มีอำนาจในการที่จะตอบรับหรือปฏิเสธคำร้องเรียนดังกล่าวได้ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตอบรับพิจารณา คำร้องเรียน ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการและแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบโดยไม่ชักช้า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ ปฏิเสธเรื่องร้องเรียน ให้คณะกรรมการแจ้งเหตุผลในการปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ร้องเรียน โดยไม่ชักช้า |
| ข้อ 12. | คณะกรรมการอาจเรียกให้คู่กรณีมาชี้แจงหรือส่งมอบพยานหลักฐานที่จำเป็นต่อการพิจารณาได้ |
| ข้อ 13. | คณะกรรมการจะพิจรณาปัญหาเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับสมาคมโฆษณาแห่ง ประเทศไทยว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณาเท่านั้น |
| ข้อ 14. | การลงมติของคณะกรรมการในเรื่องคำร้องเรียน ต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออก เสียงลงคะแนนมติจึงจะสมบูรณ์ ส่วนวิธีการลงมติ จะให้ลงคะแนนเสียงลับหรือเปิดเผยให้ประธาน ที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด |
| ข้อ 15. | เมื่อคณะกรรมการลงมติแล้วให้แจ้งผลแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ |
| ข้อ 16. | ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจผลของการลงมติของคณะกรรมการฯ สามารถยื่นอุทธรณ์แก่ สมาคมได้ภายในกำหนดห้าวันทำการ นับแต่วันที่มีการลงมติและต้องเนียค่าธรรมเนียมการอุทธรณ์ ตามที่สมาคมกำหนด |
| ข้อ 17. | คณะกรรมการอุทธรณ์ หมายถึง คณะกรรมการจรรยาบรรณแต่ให้เป็นคนละชุดกันกับคณะกรรมการฯ ในชั้นพิจารณาเรื่องร้องเรียน |
| ข้อ 18. | หากผู้อุทธรณ์มีพยานหลักฐานเพิ่มเติม สามารถนำมายื่นพร้อมกับคำอุทธรณ์ได้ |
| ข้อ 19. | การลงมติของคณะกรรมการในเรื่องคำอุทธรณ์ต้องได้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ลงคะแนน มติจึงจะสมบูรณ์ ส่วนวิธีการลงมติจะให้ลงคะแนนเสียงลับหรือเปิดเผยให้ประธานที่ประชุม เป็นผู้ชี้ขาด |
| ข้อ 20. | มติของกรรมการในชั้นอุทธรณ์ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด |
| ข้อ 21. | ในกรณีที่คณะกรรมการจรรยาบรรณวิชาชีพโฆษณามีคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดว่าสมาชิกหรือผู้ประกอบ
การละเมิดต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีอำนาจดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ส่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการไปยังสมาชิกหรือผู้ประกอบการด้วยจดหมายลงทะเบียนภายใจเจ็ดวัน นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย 2. ทำหนังสือขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนมิให้เผยแพร่โฆษณานั้นๆ 3. ในกรณีที่เห็นสมควรสมาคมสามารถเผยแพร่คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณะได้ 4. ถอนสิทธิพิเศษในฐานะสมาชิก 5. ถอนสมาชิกภาพ 6. คำเนินการใดๆทางกฏหมาย ในกรณีที่จำเป็น 7. การดำเนินการตามข้อ (4) (5) ต้องได้รับมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ |
| ข้อ 22. | การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับในกรณีใดๆ ก็ตามจะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่โดยมีมติ ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม |